ภาพรวมการพัฒนาสู่ความยั่งยืน
การจัดการผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ
บริษัท ฟลอยด์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจให้บริการงานวิศวกรรมประกอบอาคาร (Mechanical, Electrical and Plumbing: M&E) แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง ทดสอบ ไปจนถึงการบำรุงรักษาระบบ โดยมีการบริหารห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจอย่างบูรณาการ เพื่อเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสียในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทไม่ได้มุ่งเพียงการส่งมอบงานตามสัญญา แต่เน้นการ สร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านคุณภาพงาน ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค การบริหารต้นทุนและเวลา รวมถึงการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
กิจกรรมหลัก (Primary Activities)
(1) การบริหารปัจจัยการผลิต (Inbound Logistics) : บริหารจัดการปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Planning) การคัดเลือกและประเมินผู้จำหน่าย (Supplier Evaluation) ไปจนถึงการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุและอุปกรณ์มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถส่งมอบได้ตรงตามระยะเวลาโครงการ
(2) การปฏิบัติการ (Operations) : ดำเนินงานติดตั้งระบบวิศวกรรมตามมาตรฐานสากล โดยมีระบบบริหารโครงการ (Project Management) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนงาน การควบคุมต้นทุน การบริหารเวลา ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงในหน้างาน
(3) การส่งมอบงาน (Outbound Logistics) : ดำเนินการส่งมอบงานอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมกระบวนการ Testing & Commissioning การตรวจสอบความพร้อมใช้งานของระบบ (System Readiness) และการตรวจรับงานร่วมกับลูกค้า
(4) การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) : ดำเนินกลยุทธ์การตลาดโดยเน้น ความเชื่อมั่นจากผลงานจริง (Track Record-driven Strategy) และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า การได้มาซึ่งโครงการส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าร่วมประมูลงาน (Bidding) โดยบริษัทมีความสามารถในการวิเคราะห์ TOR การประเมินต้นทุน และการนำเสนอแนวทางด้านเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะงาน
(5) การบริการหลังการส่งมอบ (Customer Services) : บริษัทให้บริการหลังการส่งมอบเพื่อสร้างความต่อเนื่องของคุณค่า (Value Continuity) โดยครอบคลุมการบำรุงรักษาระบบ (Preventive & Corrective Maintenance) การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
(1) การบริหารปัจจัยการผลิต (Inbound Logistics) : บริหารจัดการปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Planning) การคัดเลือกและประเมินผู้จำหน่าย (Supplier Evaluation) ไปจนถึงการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุและอุปกรณ์มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถส่งมอบได้ตรงตามระยะเวลาโครงการ
(2) การปฏิบัติการ (Operations) : ดำเนินงานติดตั้งระบบวิศวกรรมตามมาตรฐานสากล โดยมีระบบบริหารโครงการ (Project Management) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนงาน การควบคุมต้นทุน การบริหารเวลา ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงในหน้างาน
(3) การส่งมอบงาน (Outbound Logistics) : ดำเนินการส่งมอบงานอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมกระบวนการ Testing & Commissioning การตรวจสอบความพร้อมใช้งานของระบบ (System Readiness) และการตรวจรับงานร่วมกับลูกค้า
(4) การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) : ดำเนินกลยุทธ์การตลาดโดยเน้น ความเชื่อมั่นจากผลงานจริง (Track Record-driven Strategy) และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า การได้มาซึ่งโครงการส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าร่วมประมูลงาน (Bidding) โดยบริษัทมีความสามารถในการวิเคราะห์ TOR การประเมินต้นทุน และการนำเสนอแนวทางด้านเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะงาน
(5) การบริการหลังการส่งมอบ (Customer Services) : บริษัทให้บริการหลังการส่งมอบเพื่อสร้างความต่อเนื่องของคุณค่า (Value Continuity) โดยครอบคลุมการบำรุงรักษาระบบ (Preventive & Corrective Maintenance) การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities)
1.การจัดซื้อจัดหา (Procurement) : บริษัทมีระบบจัดซื้อที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพัฒนาคู่ค้าให้มีมาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และ ESG
2.การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Development) : บริษัทนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ การวางแผน และการบริหารโครงการ เช่น ระบบดิจิทัล การจัดการข้อมูล และเครื่องมือวิเคราะห์ เพื่อเพิ่ม productivity และลดต้นทุน
3.การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management) : บริษัทมุ่งพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านทักษะวิศวกรรม การบริหารโครงการ และภาวะผู้นำ พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้านความปลอดภัย คุณภาพ และจริยธรรม
4.โครงสร้างพื้นฐานองค์กร (Infrastructure) : บริษัทสนับสนุนการดำเนินงานผ่านระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ ระบบบัญชี การเงิน การควบคุมภายใน และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี
5.การสร้างคุณค่าและความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย : บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าอย่างสมดุลแก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นการบริหารความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนในระยะยาว
2.การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Development) : บริษัทนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ การวางแผน และการบริหารโครงการ เช่น ระบบดิจิทัล การจัดการข้อมูล และเครื่องมือวิเคราะห์ เพื่อเพิ่ม productivity และลดต้นทุน
3.การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management) : บริษัทมุ่งพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านทักษะวิศวกรรม การบริหารโครงการ และภาวะผู้นำ พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้านความปลอดภัย คุณภาพ และจริยธรรม
4.โครงสร้างพื้นฐานองค์กร (Infrastructure) : บริษัทสนับสนุนการดำเนินงานผ่านระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ ระบบบัญชี การเงิน การควบคุมภายใน และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี
5.การสร้างคุณค่าและความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย : บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าอย่างสมดุลแก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นการบริหารความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนในระยะยาว
บริษัทฯ มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของฯ บริษัท โดยมีการพิจารณาว่ามีผู้มีส่วนได้เสียเป็นกลุ่มใด และมีความคาดหวังอย่างไรต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินธุรกิจ การวางกลยุทธ์ และแผนงานของบริษัทฯ จะสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างเหมาะสม ประกอบด้วย ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น สังคมชุมชน หน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ทั้งในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในโครงการก่อสร้าง และ การจัดจ้างผู้รับเหมาช่วง บนพื้นฐานการแข่งขันด้านคุณภาพ ราคา ผลงาน และประสบการณ์ บริษัทฯจึงนำระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มาประยุกต์ใช้และควบคุม ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้อ และ การจัดการวัสดุคงคลัง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น